ภาค ๔ – อนันตริยกรรม !
จากคุณ : ระนาดเอก
เขียนเมื่อ : 21 พ.ค. 53 04:29:40
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/05/Y9277433/Y9277433.html
โกหัญวิธี ของ สำนักธรรมกาย (ภาค ๔) – อนันตริยกรรม !
โกหัญวิธี หรือ วิธีโกหก ของ สำนักธรรมกาย ในตอนนี้ กระทำร้ายแรงถึงขั้น “อนันตริยกรรม” คือยุยงให้สงฆ์แตกกัน !
สำนัก ธรรมกาย ได้อุปโลกน์ “ชมรมพุทธสามเหล่าทัพ” ขึ้นมา โดยใช้ชื่อ พ.อ.บรรจง ไชยลังกา นอกจากหาเรื่องใส่ความพระธรรมปิฎกว่าปลอมปนพระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ ในโครงการ BUDSIR ของมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว สำนักชั่ว ยังเขียนจดหมายส่งไปยัง พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ิตาโณ) แอบแฝงจุดประสงค์เพื่อทำสำเนาส่งไปยังเจ้าอาวาสวัดต่างๆ โดยเนื้อหาในจดหมายนั้น ให้ร้ายป้ายสี พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) และใส่ร้ายผู้อื่นทั้งที่เป็นบุคคลและองค์กรต่างๆ เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
เริ่มต้น เมื่อเกิดปัญหาวัดพระธรรมกายขึ้น บุคคลและองค์กรเหล่านี้ได้ว่ากล่าวติติงให้สำนักธรรมกาย ให้แก้ไขปรับปรุงทั้งคำสอนและการดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย นอกจากสำนักธรรมกายจะไม่นำพาใดๆ แล้ว บุคคลและองค์กรเหล่านี้กลับถูกสำนักธรรมกาย ในชื่อว่า ดร.เบญจ์ บาระกุล ปั้นแต่งเรื่องว่าไปรับเงินคริสต์มาทำลายพระพุทธศาสนา
สำนัก ธรรมกาย จงให้แพร่กระจายความเท็จ เพื่อให้ร้ายใส่ความ ผู้ที่คัดค้านขัดขวางสำนักตนที่บิดเบือนพระธรรมวินัย ไปสู่ประชาชนทั่วไป และยังเจตนาให้พระสงฆ์ เช่นเจ้าอาวาสในวัดต่างๆ เกิดความเข้าใจผิดต่อบุคคลและองค์กรที่สำนักธรรมกายต้องการทำลายด้วย
ต่อไปนี้ จะแสดงให้เห็นว่า สำนักธรรมกายได้กระทำเรื่องชั่วช้าถึงขั้นอนันตริยกรรมไว้อย่างไร นอกจากจะได้เห็นลำดับเรื่องราว “วิธีโกหก” ด้วยเล่ห์ของคนเลวพวกนี้แล้ว ยังจะได้ศึกษาแง่มุมประวัติศาสตร์ที่เคยกระทบเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาของ เราอีกด้วย
ชมรมพุทธสามเหล่าทัพ ตั้งข้อกล่าวหาท่าน กลายเป็นประจานตัวเอง
หลังจากมีจดหมายอย่างเป็นทางการถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว พ.อ.บรรจง ไชยลังกา กับพวก ได้มีจดหมายคล้ายกันนั้น แต่เพิ่มเติมเนื้อความจาก ๔ เป็น ๘ หน้า ส่งไปนมัสการพระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ิตาโณ, ปัจจุบันเป็นพระเทพดิลก) แล้วทำสำเนาจดหมายฉบับนั้นส่งไปยังเจ้าอาวาสวัดต่างๆ เนื้อหาที่เพิ่มเติมในจดหมายนั้น ชาวพุทธที่มีการศึกษา ก็จะยิ่งเห็นการขาดความรู้ และเจตนาร้ายมากยิ่งขึ้น
อ่อนเกินไป ทั้งความรู้ภาษาไทย และความเข้าใจภาษาบาลี
ในด้านภาษาไทยง่ายๆ
ก็ไม่รู้หลัก เช่นเมื่อ พ.อ.บรรจง ไชยลังกา
ในฐานะประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ พยายามจะล่อหลอกให้เข้าใจทำนองว่า
คำซึ่งใช้ในภาษาไทย ถ้าไม่มีในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ก็ไม่ใช่คำภาษาไทย แต่คงจะเป็นคำบัญญัติของคริสต์ (พยายามกล่าวหาหนังสือพุทธธรรมว่า นำคำของคริสต์มาใช้) เขาเขียนให้เสมือนเป็นวิชาการว่า
“เนื่องจากการเขียนหนังสือธรรมมะเป็นภาษาไทย
เพื่อให้คนไทยที่อาจจะไม่รู้ลึกซึ้งในพุทธศาสนาได้อ่านนั้น
คำที่นำออกมาใช้จะต้องเป็นภาษาไทย และใช้คำศัพท์ที่ต้องระบุไว้ในพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕“ [คำสะกดแม้ผิด ได้คงไว้ตามต้นฉบับ]
(จดหมายนมัสการ พระราชธรรมนิเทศ ๒๘ พ.ย. ๔๒ หน้า ๖)
ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ ขาดความรู้ที่สำคัญอย่างน้อย ๒ ประการ
๑. ไม่รู้ฐานะ หน้าที่
และความมุ่งหมายของพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ซึ่งในทางราชการถือตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับปัจจุบัน ๒๒ เม.ย.
๒๕๒๖) ว่า
“แต่นี้ต่อไป บรรดาหนังสือราชการ และการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน
ให้ใช้สะกดตามระเบียบและพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ เสมอไป”
ส่วนหน้าที่รวบรวมคำที่มีใช้อยู่ในภาษาไทยนั้น พจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้พยายามทำเท่าที่ทำได้
แต่ก็ยังไม่สามารถรวบรวมให้ครบถ้วนได้ ซึ่งก็พยายามรวบรวมกันต่อไป
มิใช่หมายความว่าถ้าคำใดไม่มีในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕
แล้วจะไม่ใช่คำในภาษาไทย หรือใช้ไม่ได้ (หรือกลายเป็นคำของคริสต์
ตามวิธีพูดของชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ)
๒.
ไม่รู้จักศัพท์ธรรมมากมายที่ใช้กันอยู่ ซึ่งไม่มีในพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ แต่ถือว่าเป็นคำสามัญที่ถูกต้องโดยสมบูรณ์
เช่น ภัตตุเทศก์ อุดมมงคล อุดมบุรุษ กัลยาณปุถุชน ปรัปวาท เป็นต้น ไม่ต้องพูดถึงศัพท์ธรรมลึกๆ อย่าง เยวาปนกธรรม อัญญสมานาเจตสิก อัชฏากาส/อัชฏากาศ
สำหรับประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ คำเหล่านี้ คงต้องถือเป็นคำบัญญัติของคริสต์ไปหมด แต่แท้จริงเป็นความเขลาขาดความรู้ของพวกเขาเอง
ความจริง
ชาวคริสต์เมื่อเขาจะพูดอธิบายหลักคำสอนของเขา
ในเมื่อภาษาไทยไม่ใช่ภาษาเดิมของเขา เขาก็พยายามมาหาคำที่ดีๆ
ที่ไพเราะของเรานั่นแหละไปใช้ โดยเฉพาะก็มาหาคำที่มาจากภาษาบาลี
ซึ่งเป็นคำในพุทธศาสนาไปใช้
เมื่อแม้แต่ภาษาไทยก็ยังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะวิเคราะห์วิจารณ์
คนเหล่านี้จะเข้าใจในเรื่องภาษาบาลีได้อย่างไร เขาก็จะมีแต่ความสับสน
และให้คนที่ไม่มีพื้นฐานเพียงพอพลอยไขว้เขวไปด้วย เช่น
ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ ยกคำบาลี “อุตฺตมํ ธมฺมตํ” ขึ้นมา
แล้วบอกว่าจะแปลว่า “อุดมธรรม” ไม่ได้ (เพราะไม่มีในพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ อย่างที่ว่าไปแล้ว และ)
มีบทกำหนดบังคับการแปลคำว่า อุตฺตมํ ไว้เป็นการเฉพาะในพระไตรปิฎกเล่ม ๓๐
ข้อ ๑๗๓ หน้า ๘๙ ว่า
“อุตฺตมํ คือ ธรรมอันเลิศ ประเสริฐ สูงสุดอย่างยิ่ง”
(อุตฺตมนฺติ อคฺคํ เสฏฐํ วิเสฏฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺมํ วรํ…)
(จดหมายกราบนมัสการพระราชธรรมนิเทศ, หน้า ๖)
เรื่องจริง ก็คือ
ท่านอธิบายความหมายของคำว่า “อุตฺตมํ” ด้วยคำไวพจน์
ไม่ใช่เป็นบทกำหนดการแปลอะไรทั้งสิ้น ยิ่งเมื่อแปลว่า “อุดมธรรม”
ก็เป็นการทับศัพท์ตรงไปตรงมา ก็เลยเป็นการใช้ศัพท์เดิมตรงตามบาลี
ไม่ต้องแปล ใครอยากรู้ความหมายก็ไปดูคำอธิบายที่ท่านแสดงไว้นั้น
คนพวกนี้ ถ้าไปพบคำอธิบายของ “กลฺยาณ”
ในอรรถกถาว่า กลฺยาณนฺติ ภทฺทกํ อนวชฺชปุคฺคลํ
ก็จะต้องบอกว่ามีบทกำหนดให้แปล “กลฺยาณ” ไว้แล้วว่า “กัลยาณะ คือ
บุคคลที่เจริญ ไม่มีโทษ” เพราะฉะนั้นถ้าเจอคำว่า “กลฺยาณมิตฺต” จะแปลว่า
“กัลยาณมิตร” ไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงว่าคนกลุ่มนี้ลอกคำบาลีมาแม้เพียงไม่กี่คำ ก็ลอกผิดๆ (อย่างประโยคข้างบนนี้ “อุตฺมํ วรํ” ก็ไม่มี มีแต่ “อุตฺตมํ ปวรํ” นี่ถ้าพูดตามสำนวนของพวกเขาเอง ก็ต้องบอกว่า ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพกับพวก บิดเบือนปลอมปนพระไตรปิฎก)
อนึ่ง
คนพวกนี้ยังพูดทำนองให้เข้าใจว่า
การแปลข้อความจากพระไตรปิฎกบาลีเป็นไทยจะต้องแปลตามพระไตรปิฎกฉบับแปลไทย
เท่านั้น เขาหารู้ไม่ว่า การถือพระไตรปิฎกเป็นมาตรฐานนั้น
หมายถึงพระไตรปิฎกบาลี ซึ่งเป็นของเดิม ส่วนพระไตรปิฎกแปลนั้น
เวลานี้มีหลายฉบับ และคำแปลก็เอาที่สาระ ส่วนการใช้ถ้อยคำและสำนวนแปล
เมื่อแปลถูกต้องแล้ว
จะปรับให้ไพเราะและได้ความเข้าใจชัดเจนดีเป็นต้นอย่างไร ก็ไม่ขัดข้อง
ถ้าเชื่อตามคนพวกนี้ ไปพบคำว่า
“มงฺคลมุตฺตมํ” ในพระไตรปิฎกแปลฉบับหลวง แปลเป็น “อุดมมงคล” ทุกแห่ง
ก็เลยแปลว่า “มงคลอันสูงสุด” ไม่ได้ จะกลายเป็นแปลผิด
อย่างที่กล่าวแล้วว่า
เป็นการเสียเวลาที่จะพูดถึงการกระทำของคนกลุ่มนี้
เพราะล้วนแต่เป็นเรื่องของการแอบแฝงไม่แสดงตัวจริงบ้าง
บิดเบือนความจริงบ้าง พูดหลอกหรือใช้เลศทำให้เข้าใจเขวผิดไปบ้าง
ปั้นแต่งเรื่องเท็จขึ้นมาใหม่ทั้งหมดบ้าง เพราะฉะนั้น
เอาเพียงชี้ให้ดูพอรู้เท่าทันก็พอ
และในการชี้นี้อาจจะมีผลพลอยได้ให้ประชาชนได้ความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนา
เพิ่มขึ้นบ้าง ก็นับว่ามีประโยชน์บางส่วน
เก็บเศษความรู้เขามาเล่าผิดๆ โปรยยาพิษทางปัญญาใส่สมองประชาชน
มีโทษร้ายมากที่ควรเตือนกันไว้
คือ การอ่านหนังสือของคนกลุ่มนี้ ทำให้ได้ความรู้ผิดๆ ซึ่งอาจจะติดไปนาน
และต้องเป็นภาระในการแก้ไข เพราะคนกลุ่มนี้
นอกจากทำการด้วยเจตนาร้ายต่อบุคคลในเป้าหมายของเขาแล้ว
เขาก็มิได้มีความหวังดีต่อผู้อ่าน ที่จะให้ได้สติปัญญา แต่ตรงข้าม
เขาต้องการหลอกผู้อ่านให้เข้าใจผิดด้วย
ซึ่งก็คือเป็นเจตนาร้ายต่อประชาชนนั่นเอง
ยิ่ง
กว่านั้น เมื่อไม่ได้มีเจตนาดีในการสร้างสติปัญญาแก่ประชาชน
แม้แต่ข้อมูลความรู้ที่เขาไม่ได้ตั้งใจบิดเบือน
แต่ก็ผิดพลาดหรือเป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากเขาไม่มีความรู้จริง
และไม่ได้ตั้งใจสอบค้นให้ถ่องแท้ชัดเจน
เพียงเก็บเอาความรู้ที่คนโน้นคนนี้เขียนไว้ จับเอามาผิดๆ ถูกๆ
พอปะติดปะต่อกันได้ ให้สำเร็จผลตามเป้าหมายของตน ก็สมใจพอใจเท่านั้น
ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ
เรียกได้ว่าเป็นการละลายยาพิษทางปัญญาลงไปในกระแสธารแห่งข่าวสารข้อมูล
เป็นการทำลายสังคมประเทศชาติอย่างลึกซึ้งและร้ายแรง
ตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ พอเริ่มเขียนหนังสือ ไวรัสศาสนาฯ
หน้าแรก เขาเล่าเรื่องศังกราจารย์
ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ศาสนาฮินดูกลืนพระพุทธศาสนาในอินเดีย โดยบอกว่า
“สังกราจารย์” ระบุว่า พระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์
เพียงเริ่มเรื่องแค่นี้
คนกลุ่มนี้ก็ให้ความรู้ผิดๆ มากมาย ตั้งแต่เขียนชื่อไม่ถูก (สังกราจารย์
ไม่มี ที่ถูกเป็นศังกราจารย์)
แต่ที่สำคัญคือ ศังกราจารย์เป็นฮินดู นิกายไศวะ (นับถือพระศิวะหรืออิศวร)
และเกิดในช่วง พ.ศ. ๑๓๐๐
ส่วนพวกฮินดูที่จัดพระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระนารายณ์นั้น
เป็นพวกนิกายไวษณวะ/ไวษณพ (นับถือพระวิษณุ คือพระนารายณ์)
และได้จัดมาแล้วตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๑๑๐๐ (คัมภีร์สำคัญที่ระบุเรื่องนี้ คือ
วิษณุปุราณะ) ศังกราจารย์นั้นไม่ใช่พวกนับถือพระนารายณ์ และเกิดทีหลัง แต่ได้มีบทบาทสำคัญในการกลืนพระพุทธศาสนาด้วยวิธีอื่น
ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง คือ
กลุ่มคนพวกนี้ เมื่อพยายามจะปั้นแต่งเรื่องว่าคนที่พวกตนกล่าวหานั้น
รับเงินรับแผนจากศาสนาคริสต์มา
ก็ไปเก็บเอาเรื่องที่คนโน้นเขียนคนนี้เขียนเกี่ยวกับเรื่องคริสต์มา
โดยเฉพาะเรื่องการประชุมใหญ่ของวาติกัน ครั้งที่ ๒ ที่เรียกว่า Vatican
Council II
ผู้ที่สนใจความเป็นไปในวงการพระพุทธศาสนา คงยังจำกันได้ดีว่า เมื่อ
๑๗ ปีมาแล้ว คือใน พ.ศ. ๒๕๒๕
ได้มีเหตุการณ์ความตื่นตัวใหญ่ครั้งหนึ่งในหมู่ชาวพุทธ
และองค์กรพุทธศาสนาบางส่วน
เนื่องจากชาวพุทธบางท่านได้พบเอกสารลับเกี่ยวกับนโยบายของศาสนจักรโรมัน
คาทอลิก ที่สืบเนื่องจากการประชุมใหญ่วาติกันครั้งที่ ๒ (Vatican Council
II) ค.ศ. ๑๙๖๒–๑๙๖๕ (พ.ศ. ๒๕๐๕–๒๕๐๘)
ซึ่งมีมติเปลี่ยนแปลงแนววิธีเผยแพร่ศาสนาคริสต์ใหม่
โดยเปลี่ยนจากวิธีติเตียนโจมตีและรุนแรง มาเป็นนโยบายกลมกลืน ที่เรียกว่า
“ศาสนสัมพันธ์” ซึ่งแปลจากภาษาอังกฤษว่า dialogue และพบว่าในประเทศไทย
องค์กรคาทอลิกได้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายนี้
เมื่อมีการนำเรื่องนี้มาบอกกล่าวกันในหมู่ชาวพุทธ
ท่านที่รักพระศาสนาหลายท่านเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก จึงมีการเคลื่อนไหว
เช่น จัดประชุม และเผยแพร่เอกสาร
โดยมีความมุ่งหมายปลุกให้ชาวพุทธตื่นตัวรู้ทันสัญญาณเตือนภัยต่างๆ
และเป็นการประท้วงต่อวิธีปฏิบัติการที่ไม่สมควร
ขององค์กรศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกไปพร้อมกันด้วย
เรื่องนี้ในหมู่ชาวพุทธฝ่ายคฤหัสถ์
หลายท่านที่มีบทบาทพิทักษ์พระพุทธศาสนาอย่างสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น
ยังจำได้ดี ดังเช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ที่ได้เขียนเตือนความทรงจำไว้บ้างไม่นานนี้
ถ้าพูดถึงด้านองค์กร เช่น สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีนายสมพร เทพสิทธา เป็นประธาน ก็ได้แสดงออกอย่างแข็งขัน รวมทั้งฝ่ายวิชาการของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเฉพาะนายวรเดช อมรวรพิพัฒน์
เมื่อเกิดปัญหาวัดพระธรรมกายขึ้น บุคคลและองค์กรเหล่านี้ก็ได้ออกมาว่ากล่าวติติง ให้ผู้ก่อเรื่องเห็นแก่พระธรรมวินัย และแก้ไขปรับปรุงทั้งคำสอนและกิจการให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยนั้น โดยต้องยอมเสี่ยงต่อภัยอันตราย เป็นการพิสูจน์ถึงน้ำใจของท่านเหล่านี้ ที่รักความถูกต้อง ปกป้องพระพุทธศาสนา และรักษาพระธรรมวินัย แต่บุคคลและองค์กรเหล่านี้กลับถูกกลุ่มวัดพระธรรมกาย ในชื่อว่า ดร.เบญจ์ บาระกุล ปั้นแต่งเรื่องว่าไปรับเงินคริสต์มาจะทำลายพระพุทธศาสนา
ความจริง ในหนังสือ Thai Buddhism in the Buddhist World ของพระธรรมปิฎก ที่พระธรรมราชานุวัตร ครั้งเป็นพระเทพโสภณ ได้แจ้งแทนวัดพระเชตุพนฯ ในนามของมูลนิธิ “ทุนพระพุทธยอดฟ้า” ขอพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก ในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ (หนังสือนี้เขียนก่อนหน้านั้นประมาณ ๑๐ ปี) นั้น ในหนังสือดังกล่าว พระธรรมปิฎก(ครั้งยังเป็นพระราชวรมุนี) ได้เขียนเล่าเตือนเรื่องนโยบายใหม่ของศาสนจักรคาทอลิก ตามมติ Vatican Council II นี้ ไว้แล้ว
จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่
ดร.เบญจ์ บาระกุล ผู้เป็นที่นับถือของประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ
มาเขียนกล่าวหาว่าบุคคลและองค์กรข้างต้นรับเงินหรือรับแผนคริสต์มาทำลายพระ
พุทธศาสนา เป็นการพลิกความจริงให้กลับตรงข้าม
ตามวิธีการเจ้าเล่ห์ที่เขาถนัด
ใน
ขณะที่กลุ่มพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา
ที่ปลุกชาวพุทธให้ตื่นตัวรู้ทันนโยบายของวาติกัน เมื่อ ๑๗ ปีก่อนโน้น
เป็นผู้รู้เรื่องจริง และเปิดเผยข้อมูลความรู้ที่เป็นจริง
ด้วยเจตนาที่เป็นความจริงใจต่อชาวพุทธและด้วยใจรักพระพุทธศาสนา
แสวงหาความถูกต้อง แต่ กลุ่ม ดร.เบญจ์ บาระกุล และชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ
มีแต่ความเท็จ ความหลอกลวง และเจตนาร้าย
ที่ว่าเป็น “ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ” ก็เป็นความเท็จโดยแอบอ้างตั้งกันขึ้นเอง
ความรู้ในพระพุทธศาสนา เช่นเรื่องพระไตรปิฎก เขาก็แทบไม่มี เที่ยวจับเก็บมาผิดๆ ถูกๆ
เรื่องการประชุมใหญ่วาติกันครั้งที่ ๒
คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไร ในคราวที่มีการเคลื่อนไหว เมื่อ ๑๗
ปีก่อนโน้น คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มีบทบาทช่วยเหลืออะไร ข้อมูล เอกสารต่างๆ
ของวาติกัน คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้เข้าถึงเลย
เพียงแต่ไปเก็บเอาเศษความรู้กระเส็นกระสายจากเอกสารเก่าที่กลุ่มผู้พิทักษ์
พระศาสนารวบรวมเผยแพร่ครั้งนั้น ได้มาบ้างบางส่วน
โดยไม่ได้จากแหล่งที่แท้จริง แล้วใช้วิธีศรีธนญไชย ผสมวิธีเบญจ์บาระกุล
ปั้นแต่งเรื่องขึ้นมา
ดร.เบญจ์ บาระกุล
ตลอดมาถึงผู้อ้างตัวเป็นประธานชมรมพุทธสามเหล่าทัพ
ได้เก็บข้อมูลกระเส็นกระสายที่ว่านั้นมาเขียนแต่งเรื่องนี้ขึ้น
โดยทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องขึงขังจริงจัง เหมือนเป็นเรื่องวิชาการ
แต่ที่จริงไม่มีสาระอะไรเลย ถ้าผู้อ่านทราบเรื่องจริงแท้
ก็จะเห็นว่าคนพวกนี้เป็นตัวตลกเท่านั้นเอง
(ถ้าไม่พูดให้แรงกว่านั้นว่าเป็นตัวสกปรก) เพราะนอกจากจะมีเจตนาอันเป็นบาป
มุ่งประทุษร้ายท่านผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาแล้ว
เขาก็ไม่ได้มีความซื่อสัตย์จริงใจ ทั้งต่อพระพุทธศาสนาและต่อประชาชาวพุทธ
ที่ร้ายอย่างยิ่งก็คือ คนกลุ่มนี้
เมื่อมุ่งทำการร้ายของตนให้สำเร็จ
ก็ไม่คำนึงถึงประโยชน์ทางปัญญาของประชาชน จึงได้เผยแพร่ข้อมูลผิดๆ พลาดๆ
ที่พวกตนไม่รู้จริงบ้าง ข้อมูลที่บิดเบือนบ้าง
ข้อมูลเท็จที่ปั้นแต่งขึ้นบ้าง เป็นการทำร้ายสังคมอย่างรุนแรง
ซึ่งสังคมที่พัฒนาทางปัญญาจะถือเป็นเรื่องเสียหายร้ายแรง
แต่ถ้าเราจะถือเอาประโยชน์ให้ได้ ก็อาจใช้เป็นบททดสอบภูมิปัญญา
ในเชิงวิจารณญาณและความสามารถในการวิเคราะห์หาความจริงของชาวพุทธ
เมื่อคนกลุ่ม พอ.ดร.เบญจ์ บรรจง
ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดแล้ว
มองในแง่หนึ่งก็เป็นโอกาสที่จะให้ประโยชน์ทางปัญญาแก่ประชาชน
ถ้ากลุ่มผู้รู้ความจริงแต่เดิมนั้นนำเรื่องนโยบายของการประชุมใหญ่วาติกัน
ครั้งที่ ๒ นั้น มาเล่ากันไว้อีก ก็จะเป็นการดี
เพื่อให้สังคมของเราอยู่กันในบรรยากาศแห่งปัญญา และความสัตย์จริง
จะได้เป็นสังคมที่มีความใสสว่าง
ยิ่งควานหาจุดจับผิดเขา ความเท็จทุจริตก็ยิ่งเข้ามาหาตัว
ในจดหมายของ พ.อ.บรรจง ไชยลังกา
ผู้แอบอ้างตนเป็นประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ
ซึ่งมีไปนมัสการพระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ิตาโณ, ปัจจุบัน พระเทพดิลก)
ตอนท้ายๆ ได้ยกเอาข้อเขียนของ ดร.เบญจ์ บาระกุล ที่เขานับถือ ขึ้นมาพูดอีก
๒-๓ เรื่อง เช่น เรื่องถ้อยคำว่า การทำกิจ นักทำกิจ กับหลักความไม่ประมาท
เป็นต้น ซึ่งหนังสือ แฉ กลวิธีทำลายพระพุทธศาสนา ของ กลุ่ม ดร.เบญจ์ บาระกุล ได้ชี้กลวิธีปั้นแต่งความเท็จของคนกลุ่มนี้ไว้ชัดแจ้งแล้ว
ณ ที่นี้
จะพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งเป็นตัวอย่าง
ให้เห็นความเขลาและความทุจริตของคนกลุ่มนี้อีกแบบหนึ่ง
เพื่อประโยชน์ทางปัญญาของชาวพุทธ ที่จะรู้เท่าทัน
ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ นำความคิดของ ดร.เบญจ์ บาระกุล มาเขียนโจมตีหนังสือ พุทธธรรม ว่า
“ในพระพุทธวจนะอันปรากฏในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาทนั้น
ย่อมเป็นที่ทราบดีว่าผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ด้วยตนเอง
จะปฏิบัติหรือบรรลุแทนกันมิได้ นี่คือหลักพระพุทธศาสนา
แต่ปรากฏว่าหนังสือพุทธธรรม หน้า ๒๕๙
ได้เปลี่ยนแปลงหลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียใหม่ว่า
“กรุณา
ที่แผ่เป็นพลังปรีชาญาณออกไปทำให้ผู้อื่นพลอยได้วิชา และถึงวิมุติได้ด้วย”
การเผยแพร่ข้อความดังกล่าวจึงขัดต่อพระพุทธพจน์ของพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้า โดยแท้…”
(จดหมายนมัสการ พระราชธรรมนิเทศ หน้า ๗; พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ โดย ดร.เบญจ์ บาระกุล, ๒๕๔๒, หน้า ๘๗)
เพื่อไม่ให้เปลืองหน้ากระดาษ
ขออธิบายสั้นๆ ว่า ข้อความที่ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพเขียนตาม
ดร.เบญจ์ บาระกุลนี้
บ่งบอกถึงความหย่อนด้อยทางภูมิธรรมภูมิปัญญาของคนกลุ่มนี้ ๒ ประการ คือ
๑. ขาดความรู้ความเข้าใจในภาษาบรรยายธรรม ขอให้ดูข้อความในหนังสือ พุทธธรรม ตอนนี้ต่อไปอีกหน่อยว่า
“…และกรุณาที่เป็นพลังแผ่ปรีชาญาณออกไป ทำให้ผู้อื่นพลอยได้วิชชา
และถึงวิมุตติด้วย ถ้าเปรียบปุถุชนเหมือนคนถูกมัด
วิชชาก็เป็นมีดตัดเครื่องผูกขาดออกไป
วิมุตติก็คือการหลุดพ้นออกไปจากเครื่องผูกมัดเป็นอิสระเสรี กรุณาก็คือ
เมื่อหายเดือดร้อนวุ่นวายกับเรื่องของตัวเองแล้ว ก็มองกว้างออกไป
เห็นคนอื่นๆ ถูกมัดอยู่ ตัวเองไม่มีอะไรต้องวุ่นพะวงอีกแล้ว
ก็เอาแต่เที่ยวแก้มัดคนอื่นต่อไป”
(พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พ.ศ. ๒๕๒๙, หน้า ๒๕๙)
สำนวนอธิบายแบบนี้ เป็นภาษาอลังการ
ซึ่งเป็นการพูดเชิงอุปมา จะพบเห็นมากในบางคัมภีร์ของพระไตรปิฎก
โดยเฉพาะอปทาน (พระไตรปิฎก เล่ม ๓๒–๓๓) ซึ่งเต็มไปด้วยภาษาอลังการ
ที่มุ่งความไพเราะงดงามให้เกิดศรัทธาซาบซึ้ง (คำว่า “ธรรมกาย”
แทบทั้งหมดที่มีในพระไตรปิฎก ก็มาจากภาษาอลังการในคัมภีร์อปทานนี้)
ขอยกตัวอย่าง เช่น
“พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น (พระวิปัสสี) ผู้ทรงประกอบด้วยพระกรุณา
ทรงปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากพันธนาการ” (ขุ.อป.๓๓/๒๐๗/๕๔๗)
“โอ ! พระชินะเจ้า
ทรงฉุดยกเหล่าสัตว์ที่จมอยู่ในมหาสมุทรแห่งภพขึ้นมาแล้ว”
“พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสุเมธะ ผู้ทรงมีพระกรุณา
เป็นมุนีผู้ยิ่งใหญ่ ครั้นทรงช่วยขนหมู่สัตว์จำนวนมากข้าม (สังสารสาคร)
แล้ว พระผู้ทรงยศยิ่งใหญ่ ได้ปรินิพพานแล้ว (ขุ.อป.๓๓/๓๘/๖๒)
คนจำพวก ดร.เบญจ์ บาระกุล หรือ ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ มาอ่านข้อความนี้แล้ว ก็จะต้องเอะอะว่า ทำไมพระไตรปิฎกคัดค้านหลักธรรมของพระพุทธเจ้า มนุษย์ทั้งหลายจะต้องปฏิบัติให้หลุดพ้นเอง ทำไมคัมภีร์อปทานจึงว่าพระพุทธเจ้าช่วยทำให้เขาหลุดพ้นได้ แต่ท่านผู้รู้อ่านแล้วก็เข้าใจว่า เป็นภาษาอลังการ ที่พูดรวบรัดอมนัยความหมายว่า พระพุทธเจ้าทรงอาศัยพระกรุณาคุณ เสด็จไปสั่งสอนธรรม ให้เขาเกิดปัญญารู้ความจริงแล้วหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ ไม่ได้มีปัญหาที่จะมาตั้งแง่ให้มากเรื่อง
๒. ส่อแสดงเจตนาร้าย เพราะหนังสือ พุทธธรรม
ส่วนอื่นๆ พันกว่าหน้า
ย้ำไว้มากมายถึงหลักพระพุทธศาสนาที่สอนให้ทุกคนต้องเพียรพยายามฝึกฝนพัฒนา
ศึกษาให้ตนเองเจริญในศีล สมาธิ ปัญญา จนหลุดพ้นเป็นอิสระ
และนำวิธีปฏิบัติมากมายมาสาธยายไว้ทั่วไปหมด
เมื่อถึงตอนที่ใช้ภาษาอลังการนั้นก็คือบรรยายคุณความดีของท่านผู้บรรลุธรรม
ด้วยวิธีพูดอมนัยความหมายอย่างที่กล่าวแล้ว ถ้าพุทธธรรม ถือว่าพระพุทธเจ้าทำแทนเราได้ ก็ไม่ต้องเสียเวลาเขียนวิธีปฏิบัติมากมายเป็นพันหน้า
พูดตามจริง คนกลุ่มนี้
ก็ไม่ใช่จะไม่มีสติปัญญาบ้างเสียเลย
เขาก็พอจะอ่านรู้เรื่องเข้าใจได้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร
แต่ด้วยเจตนาที่มุ่งร้าย
จึงมาควานหาจุดที่จะยกขึ้นปั้นแต่งเรื่องเท็จใส่ร้ายให้ได้เท่านั้นเอง
แต่ก็หนีความจริงไม่พ้น ดังนั้น เมื่อความจริงปรากฏ
คนกลุ่มนี้ก็กลายเป็นคนเท็จทุจริตไปเท่านั้นเอง
พิเคราะห์
ดูรู้เบื้องหลังคนกลุ่มนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรมาก
ชาวพุทธพิจารณาไม่นานก็รู้เท่าทัน ปมของเรื่องก็คือ คนกลุ่มนี้
เมื่อตนเชื่อถือผิดหลักพระธรรมวินัยแล้ว
พอได้รู้เห็นว่าหลักพระธรรมวินัยที่แท้จริงเป็นอย่างไรตามที่มีผู้ชี้ให้ดู
และอธิบายให้ฟัง ถึงรู้ว่าตัวผิดแต่ใจไม่อาจจะยอมรับได้
ครั้นจะออกมาประจันหน้าก็ไม่หาญกล้าที่จะเผชิญความจริง
เมื่อความอาฆาตแค้นพลุ่งประดังขึ้นมา ก็เห็นทางออกที่จะระบายได้เพียง ๒
อย่าง คือ ลอบทำร้าย หรือไม่ก็ปั้นแต่งเรื่องใส่ความ
ดังที่เขาได้เพียรพยายามเป็นมิจฉาวายามะมาตลอดเวลายาวนานแล้วนี้
ถ้า
เขาคิดให้ดี เห็นแก่พระพุทธศาสนา และความถูกต้องแท้จริง เรื่องก็ง่าย
เพียงหันมาถือตามพระธรรมวินัย และปรับปรุงแก้ไขตนเองตามพระธรรมวินัยนั้น
สรุปว่า
หนังสือของกลุ่ม ดร.เบญจ์ บาระกุล ทั้งหมด เต็มไปด้วยความเท็จ
และการบิดเบือนต่างๆ ทั้งที่เกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจ
รู้ไม่เท่าถึงการณ์ และเจตนาปั้นแต่งเรื่องเท็จเพื่อใส่ความ
เป็นอย่างนี้ตลอดทั้งหมด ไม่ควรต้องเสียเวลาวิเคราะห์ต่อไป
เพราะแม้แต่ชื่อก็เป็นของเท็จ ปริญญาและวิชาเรียนที่อ้างว่าจบมา
ตลอดจนชื่อเมืองที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ ก็ล้วนเป็นเท็จ
แม้แต่เขียนชื่อเหล่านั้น ก็เขียนไม่ถูก
จนกระทั่งหนังสือขององค์กรเครือข่ายชาวพุทธฯ (แฉ กลวิธีทำลายพระพุทธศาสนา ของกลุ่ม ดร.เบญจ์ บาระกุล) ออกมาชี้ความเท็จแล้ว ต่อมาเมื่อถึงคราวจะพิมพ์หนังสือ ไวรัสศาสนาฯ
กลุ่ม ดร.เบญจ์ บาระกุล จึงแก้ชื่อปริญญา – วิชาเรียน – เมืองที่เรียน
เสียใหม่ แต่ก็อีกนั่นแหละ ขนาดตั้งใจแก้ไขแล้ว ก็ยังเขียนไม่ถูกต้องจริง
รวมทั้งการใช้เครื่องหมายจุลภาค มหัพภาค กับชื่อเหล่านั้น ก็ใช้ไม่ถูก
ส่อถึงสิ่งที่เป็นเท็จและหลอกลวงทั้งสิ้น ไม่มีอะไรจะเชื่อถือได้เลย*
—————————
* ในข้อเขียนบทความนี้ เรียก “ชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ” บ้าง
“ชมรมพุทธสามเหล่าทัพ” บ้าง
ตามเอกสารของคนกลุ่มนี้เองที่เรียกไว้ไม่สม่ำเสมอ
ชมรมพุทธสามเหล่าทัพ คือมลทินแก่พระศาสนา และความน่าอัปยศแก่กองทัพ
ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นชัดเจนว่า สิ่งที่ พ.อ.บรรจง ไชยลังกา
ได้กระทำไปนั้น เป็นเครื่องประจานตัวเขาเองว่า พ.อ.บรรจง ไชยลังกา
ประกอบด้วยลักษณะที่เสื่อมเสีย ๓ ประการ คือ
๑. ขาดความรู้ความเข้าใจ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์
๒. ขาดวิจารณญาณ ไม่สามารถแยกแยะระหว่างความผิดกับความถูก ระหว่างข้อเท็จกับความจริง
๓. สร้างความเท็จด้วยเจตนาร้าย
เพื่อกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ด้วยจิตอาฆาตมาดร้ายและใจไม่เป็นธรรม
ทั้ง ๓ อย่างนี้
ไม่เป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนา และประโยชน์สุขของประชาชน
โดยเฉพาะเมื่ออ้างฐานะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย
ก็เป็นการเสื่อมเสียถึงเกียรติภูมิของกองทัพด้วย
บาปร้ายต่อหน้า ที่ต้องเตือนสำนึก
เนื่องจากการกระทำของ พ.อ.บรรจง
ไชยลังกา ที่หลงเชื่อตาม และสนับสนุน ดร.เบญจ์ บาระกุล ทั้งหมดนี้
มิใช่เป็นเพียงการประทุษร้ายต่อบุคคลเท่านั้น
แต่เป็นการประทุษร้ายต่อประเทศชาติและพระพุทธศาสนา
เพราะเป็นการใช้วิธีสร้างความเท็จขึ้นมาแล้วเผยแพร่ให้ประชาชนเกิดความเข้า
ใจผิดต่อกรณีเหตุการณ์ที่ร้ายแรง อาจก่อความแตกแยกสับสนขึ้นในสังคม
กระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติอย่างชัดเจน จึงเป็นการไม่สมควรแก่นายทหาร
ผู้ที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้ว่าเป็นตัวแทนของสถาบันอันสำคัญยิ่งของชาติ
ที่จะคุ้มครองป้องกันประเทศชาติและประชาชน
และดำรงรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ
ประชาชนไทยจะเกิดความอบอุ่นใจและมั่นใจต่อสถาบันกองทัพไทย
ถ้านายทหารอย่าง พ.อ.บรรจง ไชยลังกา นี้
จะเป็นผู้มีวิจารณญาณที่จะแยกได้ระหว่างข้อเท็จกับความจริง
และความถูกกับความผิด แล้วปฏิบัติหน้าที่โดยซื่อตรง
เพื่อรักษาความจริงและความถูกต้องนั้น แม้หากมีความไม่พอใจต่อบุคคลอื่นใด
เมื่อเห็นแก่สถาบันกองทัพของตน และโดยวิสัยของชายชาติทหาร
ก็จะไม่ลอบทำร้ายท่านผู้อื่นด้วยการปั้นความเท็จขึ้นมาใส่ร้าย
และไม่ร่วมมือส่งเสริมบุคคลอย่าง ดร.เบญจ์ บาระกุล ที่วิญญูชนเห็นอยู่ชัดๆ
ว่าเป็นคนบาปทุจริต
พฤติการณ์ของ พ.อ.บรรจง ไชยลังกา ที่นับถือและเชื่อถือ ดร.เบญจ์ บาระกุล ผู้เป็นคนบาปทุจริต มีลักษณะขลาดเขลาเบาปัญญา ปั้นความเท็จต่อหน้าต่อตา อย่างไม่มีความละอาย เช่นนี้ ถ้าเป็นกรณีทั่วไป ก็เป็นเหมือนการกระทำของเด็กเล็กๆ ที่ถือเป็นสาระไม่ได้ แต่เมื่อเขาอ้างฐานะตำแหน่งที่เกี่ยวกับ ๓ เหล่าทัพ และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยนิ่งนอนใจ เพราะถ้ามีคนที่ไม่รู้เท่าทันหลงเชื่อ ก็จะก่อความสับสนปั่นป่วนแก่สังคม หรือถ้าคนรู้เท่าทันมองเห็นความเท็จและเจตนาร้าย ตลอดจนความขาดภูมิปัญญาของผู้ทำการนี้ ความเสื่อมเสียเกียรติภูมิก็จะตกแก่กองทัพไทย และสถาบันการศึกษาชั้นสูงของกองทัพบก
พ.อ.บรรจง ไชยลังกา
กลัวว่าพวกคอมมูนิสต์เป็นต้นจะทำลายภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ของทหารไทย
แต่การที่พวกตนขาดความรู้ความเข้าใจ ไร้สัจจะ และไม่มีความกล้าหาญ
ไม่อาจทำการร้ายด้วยลำพังตนเอง จึงนำเอาชื่อสามเหล่าทัพมาอ้าง
เพื่อให้ดูหนักแน่นน่าเชื่อถือ
เท่ากับนำเอากองทัพมาเป็นฐานแก่การก่อการร้ายของพวกตน
เมื่อการที่ทำนี้เป็นความเท็จทุจริตและแสดงความหย่อนด้อยทางภูมิธรรม
ภูมิปัญญา ตนเองก็เลยกลายเป็นผู้ทำลายภาพลักษณ์ของทหารเสียเอง
ยิ่งอ้างตนเป็นอาจารย์ ร.ร.เสนาธิการทหารบกด้วย
ก็ยิ่งเป็นการทำลายเกียรติภูมิของกองทัพอย่างรุนแรง
พระสงฆ์และท่านผู้รู้ฝ่ายคฤหัสถ์ที่ออกมาเขียนชี้แจงและติติงต่างๆ
ต่อการกระทำของทางวัดพระธรรมกายนั้น ล้วนแต่กระทำอย่างเปิดเผย
พูดและเขียนแบบตรงไปตรงมา ว่าไปตามหลัก ด้วยเห็นแก่พระธรรมวินัย
และประโยชน์ส่วนรวม
หลายท่านเป็นผู้ที่ได้ออกมาปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างเสียสละจริงจังมาแล้ว
การที่ชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพไปร่วมกับ ดร.เบญจ์ บาระกุล
กล่าวหาพระธรรมปิฎก และท่านเหล่านั้น
ว่ารับเงินต่างชาติต่างศาสนามาทำลายพระพุทธศาสนาหรือแม้แต่ทำร้ายผู้ใดนั้น
อย่าว่าแต่ชาวพุทธที่มีการศึกษาเลย
แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปที่มีการศึกษาสักหน่อย ก็ไม่มีใครเชื่อ
เพราะไม่มีทางจะเป็นไปได้ แต่สมมุติ ถ้ามีใครพูดว่า ไม่เฉพาะ ดร.เบญจ์
บาระกุล เท่านั้น แม้แต่ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ
ก็เป็นคนที่คอมมูนิสต์ส่งให้แอบแฝงเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา
และทำลายกองทัพไทย
ถ้าพูดอย่างนี้ยังจะน่าเชื่อถือหรือมีทางเป็นจริงมากกว่าหลายร้อยเท่า
คำที่ว่านี้ ดร.เบญจ์ บาระกุล ก็ตาม
ประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ ก็ตาม
ย่อมไม่มีความกล้าหาญที่จะออกมาประจันหน้าปฏิเสธ
ผู้อ้างตนเป็นชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ ทำเป็นออกแถลงการณ์(หลอก)
ฉบับที่ ๑ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๒ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
“ทางกองทัพได้ส่งบุคคลากรเข้ารับการอบรมทางด้านสมาธิติดต่อกันมาโดย
ตลอด ผลพิสูจน์ทางการแพทย์กับกำลังพลที่ได้รับการอบรมทางสมาธิจิต
ไม่พบผู้ใดเกิดอาการผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด…”
การที่กองทัพดำเนินงานที่เป็นกุศลและมีผลที่ดีงามเป็นประโยชน์เช่นนี้
ย่อมเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง พุทธบริษัทย่อมแซ่ซ้องสาธุการ
แต่ผลปฏิบัติที่ว่านั้นย่อมมิใช่เป็นกรณีของชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ
สำหรับกรณีของชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ
หากได้ไปอบรมสมาธิมาจริง ผลก็คือได้ความรู้ผิด เข้าใจผิด เชื่อผิด เห็นผิด
หลงผิด และมาทำการเท็จก่อการร้ายดังที่ปรากฏชัดเจนอยู่นี้
อันเป็นพฤติกรรมที่ตรงข้ามจากจริยธรรม
กลายเป็นผลพิสูจน์ที่ตรงข้ามจากผู้อื่นในกองทัพ
เนื่องจากมิอาจเป็นไปได้ที่ผู้มี สัมมาสมาธิจะประพฤติการอันเป็นภัยอันตรายต่อพระพุทธศาสนา และศีลธรรมของประชาชน จึงทำให้ท่านผู้รู้ต้องเป็นห่วงว่า ชะรอยสมาธิที่ชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพไปรับการอบรมมาจะเป็นมิจฉาสมาธิ อันนอกหลักพระพุทธศาสนา ที่ควรต้องรีบแก้ไข
การก่อความทุจริตด้วยการใช้เล่ห์กลปั้นแต่งเรื่องเท็จหลอกลวงใส่ร้าย
ท่านผู้อื่น ของกลุ่ม ดร.เบญจ์ บาระกุล
ซึ่งผู้อ้างตนเป็นชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพได้เข้ามาร่วมสนับสนุนนี้
เป็นเหตุการณ์ชั่วร้าย ที่เป็นมลทินใหญ่ในวงการพระพุทธศาสนาและสังคมไทย
มีผลเสียหายอย่างที่กล่าวแล้วว่า
เป็นเสมือนโปรยยาพิษทางปัญญาใส่ลงในสังคมไทย
เป็นปัญหาที่ต้องเสียเวลาและแรงงานอันสูญเปล่าในการแก้ไข
โดยเฉพาะกรณีของ พ.อ.บรรจง ไชยลังกา
ที่อ้างตนเป็นประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ และเป็นอาจารย์
ร.ร.เสนาธิการทหารบกนั้น
ทั้งก่อปัญหาว่าร้ายใส่ความชาวพุทธผู้ทำคุณประโยชน์สร้างเสริมภูมิธรรม
ภูมิปัญญาแก่สังคมไทย เป็นการทำความแปดเปื้อนแก่วงการพระพุทธศาสนา
และสร้างภาพลักษณ์เสียหาย ทำให้คนอาจจะมองว่า พ.อ.บรรจง ไชยลังกา
แทนที่จะสอนวิชาเสนาธิการ น่าจะไปสอนวิชาศรีธนญไชย
ซึ่งจะเป็นการเสื่อมเสียเกียรติภูมิแก่สถาบันกองทัพไทย อย่างแน่นอน
แม้เพียงความจริงง่ายๆ ว่า ดร.เบญจ์
บาระกุล นั้น เป็นชื่อปลอม มีปริญญาเท็จ แอบอ้างภูมิรู้ที่ไม่มีจริง
เป็นดังคนเร่ร่อน ไร้หลักแหล่ง เก็บข้อมูลเท็จมาปะติดปะต่อปั้นแต่ง
ไม่มีอะไรจะน่าเชื่อถือ แต่คนอย่างนี้ก็ยังหลอก พ.อ.บรรจง ไชยลังกา ได้
พ.อ.บรรจง ไชยลังกา นั้น
ถึงกับอ้างตนเป็นประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพแล้ว
ก็ยังเชื่อถือแน่นแฟ้นใน ดร.เบญจ์ บาระกุล
จะไม่น่าแปลกใจได้อย่างไรที่คนผู้นับถือ ดร.เบญจ์ บาระกุล นั้น
มาเป็นอาจารย์ ร.ร.เสนาธิการทหารบก
ข้อเขียนนี้ ในแง่หนึ่งก็ขอได้โปรดอภัยที่หลายแห่งใช้ถ้อยคำอันนับว่าแรง แต่เป็นการพูดให้แรงโดยตั้งใจ แต่ก็ไม่แรงมาก และไม่มีคำหยาบคาย ทั้งนี้ ด้วยมีเหตุผลว่า เป็นการพูดกับผู้อ่าน ที่รวมทั้งผู้อ้างตัวเป็นประธานชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ คือ พ.อ.บรรจง ไชยลังกา ด้วย
พ.อ.บรรจง ไชยลังกา นั้นต่างจาก
ดร.เบญจ์ บาระกุล ที่เป็นคนไร้สาระ ทำลายคุณค่าของตนเองเสียสิ้นแล้ว
กลายเป็นมนุษย์เทียม ซึ่งเขาเองก็รู้ตัวอยู่ เขาจึงลื่นไหลไปอย่างไรก็ได้
แต่ พ.อ.บรรจง ไชยลังกา เป็นนายทหาร และเป็นครูอาจารย์
ผู้มีหน้าที่สำคัญต่อความดำรงอยู่ของประเทศชาติ
ควรจะต้องใช้ถ้อยคำที่คนทั่วไปอาจจะเห็นว่าแรง เพราะ
๑. นายทหารจะต้องมีความเข้มแข็ง อดทน แกล้วกล้าที่จะสู้หน้าความจริง
๒.
เป็นการปลุกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ว่าผู้เป็นทหารหาญ
จะพิทักษ์ประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา ปกป้องสถาบันชาติ – ศาสน์ – กษัตริย์
ไว้ได้ จะต้องตั้งมั่นอยู่ในสัจจะ รู้จักใช้วิจารณญาณที่จะแยกเท็จ-จริง
ถูก-ผิด และเลือกอยู่ข้างธรรม โดยไม่หวั่นไหวเอนเอียงไปด้วยอคติ
๓. เป็นการสื่อความจริงให้ชัดเจน
โดยที่ความจริงนั้น ย่อมมีความนุ่มนวล และความหนักแข็ง
พร้อมกันอยู่ในตัวของมันเอง คือ เป็นของหวานชื่นสำหรับคนที่ทำถูกต้อง
และเป็นของเผ็ดร้อนสำหรับคนที่ทำความผิด
หาก พ.อ.บรรจง ไชยลังกา ต้องการมีความปรารถนาดีด้วยใจจริง ต่อพระพุทธศาสนาและกองทัพไทย ก็จะต้องหันมายอมรับความจริง กลับตัวใหม่ และนำตัวเข้าสู่ทางแห่งความถูกต้อง

Welcome to Lamnam